Home » INTERVIEW » ฮอนด้า ยื่นลงทุนรถไฮบริด “ทำใจ” ไร้รถใหม่ปีนี้ขอขาย 1.2 แสนคันเท่าปี 60

ฮอนด้า ยื่นลงทุนรถไฮบริด “ทำใจ” ไร้รถใหม่ปีนี้ขอขาย 1.2 แสนคันเท่าปี 60


พิทักษ์

นายพิทักษ์ พฤทธิสาริกร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารปฏิบัติการ บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด 

ฮอนด้า ยื่นลงทุนรถยนต​์ในโครงการรถยนต์ไฮบริด กับคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ก่อนสิ้นปีที่ผ่านมา หวั่นตกขบวนสิทธิประโยชน์ทางภาษี แต่วอนรัฐบาลยังต้องให้ความสำคัญกับโครงการอีโคคาร์ 2 ที่สนับสนุนไปก่อนหน้านี้ให้มีความเท่าเทียมกันด้วย ส่วนยอดขายปีนี้ตั้งเป้าขายเท่าปีนี้ที่ 1.2 แสนคัน หลังไม่มีรถใหม่ในตลาด   

นายพิทักษ์ พฤทธิสาริกร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารปฏิบัติการ บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยกกับ “autolifethailand” ว่า ฮอนด้าตัดสินใจยื่นข้อเสนอการลงทุนในโครงการส่งเสริมการลงทุน รถยนต์ไฟฟ้าแบบผสมที่ใช้พลังงานเชื้อเพลิงและพลังงานไฟฟ้า (Hybrid Electric Vehicle : HEV) ตามที่คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ได้กำหนดขึ้น เพราะฮอนด้าเป็นภาคเอกชนที่จะลงทุนในโครงการที่รัฐบาลให้การสนับสนุน และมีนโยบายเกี่ยวกับเรื่องนั้นอย่างชัดเจน อย่างไรก็ตามในขณะนี้ ทางฮอนด้ายังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดในส่วนของการลงทุนในโครงการรถไฮบริดได้

ปีนี้ฮอนด้า ยังต้องพึ่งพา ฮอนด้า แจ๊ส สำหรับยอดการขายที่ตั้งไว้ 1.2 แสนคันเท่าปีก่อน

นายพิทักษ์ ย้ำกว่าการยื่นความจำนงค์ลงทุนรถในโครงการรถยนต์ไฮบริดนั้น เนื่องจากฮอนด้าเองก็มีเทคโนโลยีไฮบริด และเทคโนโลยีอื่นๆ ที่รัฐบาลต้องการและไม่ต้องการที่จะเสียสิทธิประโยชน์ที่รัฐบาลเสนอให้กับโครงการรถยนต์ไฮบริด แต่ทั้งนี้ฮอนด้ายังมีความกังวลในเรื่องของสิทธิประโยชน์ที่ภาครัฐให้กับการลงทุนในโครงการรถไฮบริด ว่าจะเหลื่อมล้ำกับสิทธิประโยชน์ที่รัฐบาลเคยให้การสนับสนุนการลงทุนในโครงการรถยนต์อีโคคาร์ เฟส2 ซึ่งฮอนด้าเอง ในขณะนี้ยังเดินหน้าในโครงการอีโคคาร์เฟส 2 อยู่เช่นเดิม นั่นหมายความว่าในขณะนี้ฮอนด้า จะทำทั้งอีโคคาร์เฟส 2 และรถยนต์ไฮบริด

“การที่รัฐบาลประกาศสนับสนุนโครงการรถยนต์ไฮบริดขึ้นมานั้น หากมองระยะยาวจะส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน เนื่องจากสิทธิประโยชน์ของรถยนต์ในโครงการไฮบริดนั้นดูแล้วไม่สมดุลย์กับสิทธิประโยชน์ของโครงการรถยนต์อีโคคาร์เฟส 2 ทำให้ผู้ลงทุนในโครงการก่อนมีความรู้สึกว่าเสียเปรียบ ซึ่งผมเชื่อว่าจุดนี้ไม่ใช่ความต้องการ หรือวัตถุประสงค์ที่แท้จริงของรัฐบาลที่ทำให้เกิดความไม่เท่าเทียมกันของการลงทุนทั้ง 2 โครงการ ก็หวังว่ารัฐบาลจะเข้ามาดูแลในเรื่องของความเสมอภาคในเรื่องนี้”

โตโยต้า CHR คู่แข่งคนสำคัญของ ฮอนด้า ในปีนี้

นายพิทักษ์ กล่าวถึงเป้าขายรถยนต์ฮอนด้าในปีนี้ว่า ฮอนด้าตั้งเป้าขายไว้เท่ากับปีที่ผ่านมาคือ 1.2 แสนคัน  โดยคาดว่าตลาดรถยนต์ในปีนี้จะอยู่ที่ประมาณ 9 แสนคัน หรือเติบโตเพิ่มขึ้น 4-5% จากปีก่อนหน้านี้ที่คาดว่าจะอยู่ที่ 8.5 แสนคันอย่างแน่นอน ซึ่งฮอนด้ามั่นใจว่า ยอดขายของฮอนด้า จะอยู่ที่ 1.2 แสนคัน ตามเป้าที่ตั้งไว้ หรือมีส่วนแบ่งการตลาด 32% ของตลาดรถยนต์นั่ง

“ที่เราตั้งเป้ายอดขายเท่าปีที่แล้ว เพราะเรามองทุกอย่างด้วยความจริงปีหน้าเราไม่มีรถรุ่นใหม่ และเชื่อว่าการแข่งขันในตลาดรถยนต์นั่งจะรุนแรงมากขึ้น จากคู่แข่งที่เปิดตัวสินค้าใหม่ ซึ่งการขายให้ได้เท่าเดิมในขณะที่ไม่มีสินค้าใหม่ขาย ไม่ใช่เรื่องง่าย”

ฮอนด้า CR-V พระเอกรถในกลุ่ม SUV

นายพิทักษ์ ยังย้ำว่า สิ่งที่ฮอนด้า ต้องการไม่ใช่การเป็นที่ 1 ในตลาดรถยนต์นั่งของเมืองไทย แต่สิ่งที่ฮอนด้าต้องการคือ การสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้าในทุกๆด้าน ไม่ว่าจะเป็นงานบริการด้านการขาย การบริการหลังการขาย และการมีส่วนร่วมกับลูกค้า

สำหรับในปีหน้า ตลาดหลักของฮอนด้ายังคงเป็นรถยนต์ในกลุ่ม Sub Compact (ซิตี้แจ๊ซ) และรถในกลุ่มอีโคคาร์ ที่ยังเป็นรถยนต์กลุ่มใหญ่สุดของตลาดรถยนต์เมืองไทย ขณะที่กลุ่มรถยนต์นั่งอเนกประสงค์ (SUV) ก็ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง ซึ่งปัจจุบันนี้ ฮอนด้า (CR-V ,HR-V ,BR-V) มีส่วนแบ่งตลาดในกลุ่มรถ SUV มากถึง 63% ขณะที่ตลาดรวมรถยนต์นั่งนั้น คาดว่าส่วนแบ่งตลาดของรถ SUV ในปีหน้าจะเพิ่มเป็น 15-16% จากปีนี้ที่อยู่ที่ประมาณ 14% จากการเปิดตัวของ โตโยต้า CH-R  และ MG ZS ท่ีคาดว่าจะทำให้ตลาด SUV เล็กกลับมาคึกคักอย่างมาก

ฮอนด้า ซิตี้ ต้องทำงานอย่างหนักในปีนี้ เพื่อรักษาอันดับ 1 ในตลาดรถยนต์เครื่อง 1.5 ลิตร ที่วันนี้ โตโยต้า เอทีฟ กำลังบี้มาอย่างหนัก