Home » INTERVIEW » ไขคำตอบจาก เบอร์ 1 เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย ทำไม?? เมอร์เซเดส-เบนซ์ มียอดขายโต 42%

ไขคำตอบจาก เบอร์ 1 เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย ทำไม?? เมอร์เซเดส-เบนซ์ มียอดขายโต 42%


“ยอดขาย 5 เดือนแรกของปีนี้ เมอร์เซเดส เบนซ์ ประเทศไทย มียอดขาย 5,599 คัน เพิ่มขึ้น 42% ซึ่งเติบโตมากกว่าตลาดรวมรถยนต์ระดับหรู ซึ่งถามว่าเราพอใจหรือไม่ เราบอกได้แต่ว่าเราจะทำให้มากขึ้นกว่านี้อีกเพื่อให้เป็นไปตามเป้าที่เราตั้งไว้” นั่นคือคำพูดของ มร.ไมเคิล เกรเว่ ประธานบริหาร บริษัทเมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด ที่กล่าวหลังงานเปิดตัวรถนต์ครอสโอเวอร์รุ่น The GLC Coupe รุ่นประกอบในประเทศได้แก่รุ่น GLC 250 d 4MATIC Coupé AMG Dynamic ราคา 3,990,000 บาท และ GLC 250 d 4MATIC Coupé AMG Plus ราคา 3,990,000 บาท  และ Mercedes-AMG GLC 43 4MATIC Coupeในราคา 5,790,000 บาท เมื่อวันที่ 16 มิ.ย.2560 ที่ผ่านมา

mr-michael-grewe-president-and-ceo-of-mercedes-benz-thailand-limited-1

มร.ไมเคิล เกรเว่ ประธานบริหาร บริษัทเมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด

เปิดกลยุทธ์การตลาด เปิดรุ่นใหม่ ต้องไม่ขัดแย้งกับรุ่นเก่า

การเปิดตัวรถยนต็ในตระกูล GLC ครั้งนี้ก็เป็นหนึ่งในกลยุทธ์การตลาดที่ทำให้ยอดจำหน่ายรถยนต์ เมอร์เซเดส-เบนซ์ ในประเทศไทยเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยการเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ของเมอร์เซเดส-เบนซ์ นั้นจะต้องเป็นการเพิ่มยอดขายอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่เปิดตัวรุ่นใหม่แล้วกระทบกับยอดจำหน่ายรถยนต์รุ่นเก่าที่จำหน่ายอยู่ก่อนหน้านี้ ประกอบกับการมีเครือข่ายผู้แทนจำหน่ายที่แข็งแรงกว่า 32 แห่งทั่วประเทศ และการมีรถยนต์รุ่นต่างๆ ที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าให้ได้มากที่สุด คือองค์ประกอบที่ทำให้ เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย ประสบความสำเร็จ

“ปัจจุบันเมอร์เซเดส เบนซ์ มีรุ่นรถที่ประกอบในประเทศ 21 รุ่น ครอบคลุมทั้งกลุ่ม Compact Car, Contemporary Luxury, Dream Car และ SUV รวมถึงรถยนต์เทคโนโลยี ปลั๊กอินไฮบริด ภายใต้แบรนด์ EQ – Electric Intelligence by Mercedes-Benz อีกด้วย และยังมีรถนำเข้า (CBU) ในกลุ่ม Dream Car อีก 14 รุ่น เพื่อตอบสนองความต้องการลูกค้าคนไทยให้ได้มากที่สุด”

ทั้งนี้ การคัดเลือกรถยนต์ท่ีจะขึ้นไลน์การผลิตนั้น ผ่านการพิจารณามาอย่างดี รวมถึงรถยนต์ CKD ของเมอร์เซเดส เบนซ์ ต้องตอบความต้องการของลูกค้าได้ในทุกมิติ ทั้งในเรื่องของคุณภาพการผลิต สมรถนะของเครื่องยนต์ และออปชั่นอำนวยความสะดวกต่างๆ งเมอร์เซเดส-เบนซ์ ถือเป็นแบรนด์รถหรูเพียงแบรนด์เดียวในประเทศไทยที่มีการประกอบรถยนต์ภายในประเทศครบทั้ง 3 ขั้นตอนหลัก ตั้งแต่การประกอบโครงสร้างตัวถังรถ (Body shop) ซึ่งประกอบด้วยชิ้นส่วนที่มีทั้งเหล็กชนิดพิเศษและอลูมิเนียม เพื่อความแข็งแรงและน้ำหนักเบา การทำสี (Paint) ซึ่งใช้มาตรฐานการทำสีของเมอร์เซเดส-เบนซ์ และการประกอบขั้นสุดท้าย (Final Assembly) ด้วยความพิถีพิถันโดยมีการใช้อะไหล่ที่ผลิตในประเทศมากกว่า 40% ภายใต้มาตรฐานคุณภาพการประกอบรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ จากบริษัท เดมเลอร์ เอจี ประเทศเยอรมนี

glc-250-d-4matic-coupe-amg-plus-1

เมอร์เซเดส เบนซ์ GLC 250 d 4MATIC Coupé AMG Plus รุ่นประกอบในประเทศ ราคาลดลง 5 แสนบาท เพิ่มออปชั่นเพียบ หนึ่งในหมัดเด็ดเพิ่มยอดขาย

ส่วนปีนี้ เมอร์เซเดส เบนซ์ จะมียอดขายเท่าไหร่ ผู้บริหารสูงสุดของเมอร์เซเดส ไม่ยอมบอกตามนโยบายของบริษัทที่จะไม่บอกตัวเลขยอดจำหน่ายจนกว่าจะจบปีบริบูรณ์ เขาบอกแต่เพียงว่า “เราเชื่อมั่นว่าเราจะทำได้ตามแผนที่ตั้งไว้ นอกจากนี้เรายังมีแผนจะเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่อีก 2 รุ่น ในกลุ่มคอมแพคคาร์ และ ดรีมคาร์ ในเวลาอันใกล้” และเชื่อว่าตลาดรถยนต์ครึ่งปีหลังอยู่ในภาวะตลาดที่เป็นบวก มีปัจจัยบวกให้เห็นอยู่ตลอดไม่ว่าจะเป็นสถานการณ์การเมืองที่สงบ ประกอบกับทิศทางนโยบายของรัฐบาลที่ชัดเจนในเรื่องของการสนับสนุนรถยนต์พลังงานไฟฟ้า (EV) 

มร.เกรเว่ ยังกล่าวถึง แผนการเดินหน้าโครงการผลิตรถยนต์ EV ตามนโยบายของรัฐบาลว่า เมอร์เซเดส-เบนซ์ มีความพร้อมในการเดินตามนโยบายของรัฐบาลอย่างเต็มที่ แต่อย่างที่รับรู้กันว่า การจะก้าวไปสู่การใช้รถ EV นั้นต้องขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยทั้งโครงสร้างพื้นฐานในเรื่องของสถานีชาร์จ ความต้องการของลูกค้าที่อยากใช้รถ PURE EV จริงๆ ในชีวิตประจำวัน

“ปัจจุบันเทคโนโลยี Plug-In Hybrid ภายใต้แบรนด์ EQ – Electric Intelligence by Mercedes-Benz ที่เราแนะนำในรถยนต์หลายรุ่นที่เปิดตัวไปแล้ว ก็ถือว่าเป็นรถ EV เพราะสามารถวิ่งได้ด้วยพลังงานไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว แต่ด้วยโครงสร้างพื้นฐานของไทย ที่ยังต้องมีการใช้เครื่องยนต์สันดาบใน ใช้ร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้าและแบตเตอรี่ไฟฟ้า เพื่อให้รถสามารถใช้งานได้ในชีวิตประจำวัน เราถึงต้องเปิดตัว Plug-In Hybrid ในปัจจุบันนี้ และเราเชื่อว่า การประกาศให้ประเทศไทยมีรถ EV ก็ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นเหมือนการ เปิด-ปิด สวิทช์ การใช้งาน ให้เริ่มใช้ได้เลย 100% แต่ก็ต้องใช้เวลาในการเปลี่ยนถ่ายเทคโนโลยี จากเครื่องยนต์สันดาบในไปสู่ Plug-In Hybrid เพื่อก้าวไปสู่ EV ต่อไป ซึ่งผมเชื่อว่าต้องใช้เวลานานมากสำหรับ ระยะเวลาการเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีไปสู่ EV”

e-350-e-avantgarde-white-4

เมอร์เซเดส เบนซ์ E350e ซึ่งใช้เทคโนโลยี Plug In Hybrid ซึ่งเมอร์เซเดส เบนซ์ บอกว่าถือเป็นหนึ่งในเทคโนโลยี EV

นอกจากนี้ สิ่งสำคัญคือ ลูกค้าให่้การยอมรับเทคโนโลยี EV มากน้อยเพียงใด ถ้าลูกค้ายอมรับ เมอร์เซเดส-เบนซ์ ก็พร้อมที่จะพัฒนาสินค้าไปสู่จุดดังกล่าว

“เราคือ เบอร์1 ของผู้ผลิตแบตเตอรี่ Plug-In Hybrid ในตลาดรถหรูระดับโลก เราพร้อมก้าวตามนโยบายของรัฐบาลในเรื่อง EV แต่ทุกอย่างขึ้นอยู่กับความพร้อมในทุกๆด้าน” มร.เกรเว่ ประธานบริหาร บริษัทเมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวย้ำ