Home » WE TEST » TEST DRIVE » ลองขับ HONDA CR-V ใหม่ ดีเซลเฉียบ-เบนซินสบาย แต่…..

ลองขับ HONDA CR-V ใหม่ ดีเซลเฉียบ-เบนซินสบาย แต่…..


นิธิ ท้วมประถม

การเปิดตัว HONDA CR-V ใหม่ ในเจนเนอเรชั่นที่ 5 ของบริษัทฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) สร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับแฟนๆ รถยนต์ฮอนด้าไม่น้อย ทั้งจากความใหม่เอี่ยมอ่องตัวรถยนต์ รวมไปถึงมีเครื่องยนต์ใหม่อย่างเครื่องดีเซล และเกียร์ไฟฟ้าลูกใหม่ 9 สปีด ที่นำมาใช้ใน HONDA CR-V ใหม่ เป็นครั้งแรกของโลก รวมไปถึงการตั้งราคาที่แสนจะแสบทรวงด้วยการปรับราคารุ่นเครื่องยนต์เบนซิน 2.4 ลิตรที่เคยเป็นรุ่นท็อป สลับกลับกลายราคามาเป็นรุ่นล่างคือเริ่มต้นที่ 1.399 ล้านบาท (เท่ากับ HONDA CR-V รุ่นเครื่องยนต์เบนซิน 2.0 ลิตร) ขณะที่ รุ่นเครื่องยนต์ดีเซล ก็ตั้งราคารุ่นท็อปไว้ที่ 1.699 ล้านบาท ซึ่งเป็นราคาที่รุ่นเครื่องยนต์เบนซิน 2.4 ลิตรรุ่นที่แล้ว เคยร่าเริงอยู่

dsc_8355

ฮอนด้า CR-V ใหม่ (ซ้าย) ดีเซล (ขวา) เบนซิน

นั่นคือกลยุทธ์การตลาดของฮอนด้า ที่ในปีนี้การเปิดตัวรถรุ่นใหม่ของฮอนด้า ส่วนใหญ่ไ่ม่มีการปรับราคาเพิ่มขึ้นจากรุ่นเดิม ถ้าเพิ่มก็เพิ่มแค่เล็กน้อยเท่านั้น ซึ่งแน่นอนว่าสามารถทำยอดขายรถใหม่ได้ดีแน่ๆ แต่ที่ได้รับผลกระทบไปเต็มๆ ก็คือลูกค้าเก่าที่ซื้อรถรุ่นเก่าไป ต้องค้อนกันให้ควั่ก และที่สำคัญราคารถมือสองของรุ่นเก่าตกรูดแน่ๆ เพราะรุ่นใหม่เปิดตัวมาในราคาเท่ารุ่นเก่า แล้วอย่างนี้ราคามือ 2 รุ่นเก่าจะไปเหลืออะไร เรื่องนี้ก็ต้องมานั่งดูกันยาวๆ ครับว่าจะเป็นอย่างไร

dsc_8339

เรามาเข้าเรื่องการลองขับ HONDA CR-Vใหม่ ของเราดีกว่า HONDA CR-Vใหม่ ถูกวางเส้นทางการลองขับในเส้นทางกระบี่-พังงา ที่เส้นทางมีทั้งคดโค้ง ขึ้น-ลงเขา เพื่อลองสมรรถนะของเจ้า HONDA CR-Vใหม่ กันแบบพอสมควร

รูปร่างหน้าตาของ HONDA CR-V ใหม่ นั้นไม่ได้ออกทาง “หล่อ” นะครับ ออกไปทาง “สวย” มากกว่า คือไม่ได้ดูดุดันอะไรมากนัก จะเน้นไปทางเฉี่ยวๆ เก๋ๆ จากดีไซน์ของกระจังหน้าใหม่ ไฟหน้าและไฟท้ายใหม่แบบ LED ที่มาพร้อม Daytime Running Light  และล้ออัลลอยดีไซน์สปอร์ตใหม่   

ผมเองมีโอกาสได้ “ลองของ” HONDA CR-V ใหม่ทั้งในรุ่นเครื่องยนต์ดีเซลตัวท็อป หรือรุ่น DT-EL และเบนซิน ตัวท็อป คือรุ่น 2.4 EL 4WD ทั้งที่ใจอยากจะขับรุ่นขับ 2 ใจจะขาด 

dsc_6467

เส้นทางลองขับ เจอฝนตลอดเส้นทาง

ซึ่ง HONDA CR-V ใหม่ในเจนฯที่ 5 นั้นจะมีระบบขับเคลื่อนให้เลือก 2 ระบบคือ ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ Full Time และระบบขับเคลื่อน 2 ล้อ ซึ่งราคาของรุ่นขับเคลื่อน 2 ล้อ และ 4 ล้อ นั้นต่างกันประมาณ 1.5 แสนบาทครับ

ความต่างของรุ่นขับ 2 และ ขับ 4

ราคาที่ “แตกต่าง” กันของรุ่นขับ 2 และขับ 4 ทั้งของเครื่องยนต์ดีเซล และเบนซิน นั้่นไม่ได้มาจากระบบขับเคลื่อนเพียงอย่างเดียวแต่ยังรวมไปถึง ออปชั่นที่แตกต่างกันไ่ม่น้อยเช่นกันเช่น ระบบไฟหน้าปรับสูงต่ำอัตโนมัติ ,ระบบเปิด-ปิดไฟหน้าอัตโนมัติ ,ระบบนำทางเนวิเกเตอร์ ,เบาะนั่งผู้โดยสารตอนหน้าปรับด้วยไฟฟ้า 4 ทิศทาง ,เครื่องเสียงรองรับการเชื่อมต่อ Smart Phone ,ช่องเชื่อมต่อ HDMI ,ระบบแสดงภาพมุมอับเมื่อเปลี่ยนเลน ,ระบบช่วยเตือนความเหนื่อยล้าขณะขับขี่ และระบบการเปิดฝาท้ายแบบแฮนด์ฟรี หรือระบบที่ใช้เท้ายื่นเข้าไปใต้กันชนหลังฝาท้ายก็จะเปิดอัตโนมัตินั่นแหล่ะครับ

ระบบแสดงภาพมุมอับเมื่อเปลี่ยนเลน

ระบบแสดงภาพมุมอับเมื่อเปลี่ยนเลน

ออปชั่นที่กล่าวมาทั้งทั้งหมดนี้รุ่นขับเคลื่อน 2 ล้อไม่มี และที่สำคัญไปติดจาก “ร้านประดับยนต์” ข้างนอกไม่ได้อีกด้วย ซึ่งก็แล้วแต่ ความต้องการของลูกค้าว่าต้องการออปชั่นเหล่านี้หรือไม่

 

 

navigation

ระบบเนวิเกเตอร์

applecarplay-menu

แอปเปิล คาร์เพลย์

แต่สำหรับผมแล้วผม “ไม่เอา” ผมเลือกประหยัดเงิน แสนห้าหมื่นบาทดีกว่าครับ เพราะออปชั่นที่ขาดหายไปนั้นไม่ได้เป็นออปชั่นเกี่ยวกับเรื่องของ “ความปลอดภัย” แต่เป็นเรื่องของ “สิ่งอำนวยความสะดวก” เกือบจะทั้งนั้นจะมีก็แต่ ระบบแสดงภาพมุมอับเมื่อเปลี่ยนเลนเท่านั้น ส่วนระบบไฟหน้าปรับสูง-ต่ำอัตโนมัติ ส่วนตัวผมว่าผม “ทำเอง” ได้ครับไม่ได้จำเป็นอะไรมากมาย ส่วนออปชั่นอื่นๆ ออกแนว “แฟชั่น” แทบจะทั้งนั้น ผมขอประหยัดดีกว่า แม้ว่าเมื่อเทียบค่าตัวออกมาเป็นค่าผ่อนแล้วจะเพิ่มแค่หลักพันบาทก็ตาม  

7-inch-advanced-touch-screen-audio

หน้าจอเครื่องเสียงขนาด 7 นิ้ว

อ้อๆ อีกอย่างที่ต่างกันคือ ขนาดของขอบยางครับ รุ่นขับ 2 ใช้ยางขอบขนาด 17 นิ้ว ส่วนรุ่นขับ 4 ใช้ยางขอบ 18 นิ้ว กับขนาดจอเครื่องเสียงแบบสัมผัสที่รุ่นขับ 2 จะมีขนาดหน้าจอเพียง 5 นิ้ว ส่วนรุ่นขับ 4 ต้องแสดงความเป็นพี่ใหญ่ ขนาดจอเลยต้องเพิ่มเป็น 7 นิ้ว

dsc_8464

ลายล้อแมกซ์ ของรุ่นดีเซล

ภายใน 7 ที่นั่ง นั่งได้่จริง?

ภายในของ HONDA CR-V ใหม่ นั้น ทางวิศวกรฮอนด้าออกมายืนยันว่า เป็นรถยนต์ SUV รุ่นแรกที่เป็น 3 ตอน 7 ที่นั่งและเป็น 7 ที่นั่งที่สามารถนั่งได้จริงด้วย และเมื่อขึ้นมาลองนั่งตั้งแต่เบาะที่นั่งแถว 2 บอกได้เลยว่ากว้างขวางนั่งสบายครับ มีช่องแอร์สำหรับผู้โดยสารแถว 2 ให้ด้วยไม่มีปัญหาเรื่องความร้อนแน่นอน

7-seats

7 ที่นั่งจริง

เอาล่ะ!! ลองไปนั่งเบาะนั่งแถว 3 บ้างดีกว่า ก่อนที่จะไปนั่งยังเบาะนั่งแถว 3 ก็ต้องพับเบาะแถว 2 ลงก่อนครับ ซึ่งค่อนข่้างจะหนักเอาการเหมือนกัน ก็สงสัยอยู่เหมือนกันว่าระบบพับเบาะแถว 2 ทำไมไม่เป็นแบบอัตโนมัติ ที่เวลาดึงก้านพับเบาะบริเวณพนักพิงหลังของเบาะนั่งแถว 2 แล้วพนักพิงเบาะแถว 2 จะพับลงมาพร้อมกับเบาะนั่งจะยกขึ้นโดยอัตโนมัติ แบบว่าไม่ต้องเสียแรงอะไรมากมาย แต่ครั้งนี้ผมต้องออกแรงยกเบาะนั่งขึ้น พร้อมพับขาเบาะนั่งด้วยแรงของตัวเอง ซึ่งมันหนักเอาการไม่น้อยทีเดียว

dsc_6126

เบาะที่นั่งแถว 3 กว้างขวางพอใช้

เมื่อพับเบาะเรียบร้อย ก็ต้องมุดเข้าไปนั่งยังเบาะแถว 3 ต้องใช้คำว่า “มุด” ครับ ลำบากนิดหน่อยแต่ก็เป็นธรรมดาของรถ SUV ที่เวลาเข้าเบาะแถว 3 จะยากหน่อยไม่เหมือนรถ PPV ที่จะง่ายกว่า

แต่เมื่อมานั่งในเบาะแถว 3 บอกได้เลยว่ามัน “นั่งได้จริง” ขนาดพื้นที่ห้องโดยสารตอนที่ 3 นี้นั่ง 2 คนได้เลยแต่ขาติดกันหน่อยนะครับ แต่หากพูดถึงพื้นที่วางขานั้นกว้างใช้ได้ แถมเข่ายังไม่ชันอีกด้วย พื้นที่เหนือศรีษะก็ยังพอมีพื้นที่เหลือไม่อึดอัดอะไร แต่คงต้องบอกไว้นิดครับคำว่านั่งสบายนี้ต้องเป็นผู้โดยสาร “ไซส์” ธรรมดานะครับ ไม่ใช่พวกหนัก 80 กก.สูง 180 ซม.อะไรอย่างนั้น ก็ไม่ไหวเหมือนกัน ถ้าไซส์อย่างที่บอกละก็รบกวนนั่งแถว 2 พออย่าคิดพิสดารไปนั่งแถว3 เลยครับ แต่ถ้าเป็นสาวๆ หรือเด็กๆ ละก็หมดห่วงนั่งได้แน่นอน

2nd-and-3rd-row-air-conditioner

ช่องแอร์ สำหรับผู้โดยสารแถว 2 และแถว 3

นอกจากความกว้างขวางพอตัวของเบาะนั่งแถว 3 แล้วสิ่งที่ทำให้แถว 3 น่านั่งขึ้นไปอีกก็คือ มีแอร์แถว 3 มาให้ด้วย ยิ่งทำให้ผู้โดยสารแถว 3 นั่งสบายขึ้นไปใหญ่ไม่ต้องทนร้อนให้ทรมาน แต่ที่น่าติก็คือ ที่นั่งแถว 3 นั้นไม่มีช่อง USB มาให้ มีแต่ช่องไฟ 12V มาให้ซึ่งก็ต้องไปหา adaptor มาเปลี่ยนให้เป็นช่องเสียบ USB อีกต่อ

พูดถึงเบาะแถว 3 ก็ขอพูดถึงพื้นที่เก็บสัมภาระด้านหลังไปด้วยเลยก็แล้วกัน HONDA CR-V ใหม่นี้ ถือว่ามีพื้นที่เก็บสัมภาระกว้างมากรุ่นหนึ่งเลยก็ว่าได้ แต่นะครับแต่….ต้องพับเบาะแถว3 ลงไปราบกับพื้นรถก่อนนะครับ เราถึงจะได้พื้นที่เก็บสัมภาระด้านท้ายแบบ อลังการวังเวอร์ แต่ถ้าเราใช้เบาะแถว 3 ละก็ บอกลาพื้นที่เก็บสัมภาระด้านท้ายไปได้เลย

cargo-capability-with-two-mode-floor

พื้นที่เก็บสัมภาระด้านท้ายกว้างมาก แต่ต้องพับเบาะแถว 3

อีกหนึ่งจุดที่ผมชอบใน HONDA CR-V ใหม่ ก็คืฝากระโปรงท้ายเปิด-ปิดอัตโนมัติแบบไฟฟ้าด้วยระบบแฮนด์ฟรี (Hands-free Power Tailgate) ซึ่งมีรายละเอียดการใช้งานที่ “เอาใจใส่” ลูกค้าดีทีเดียว ถือว่า HONDA CR-V ใหม่ เป็นรถยนต์ญี่ปุ่นรายแรกที่มีระบบนี้ คือแค่เอาเท้ายื่นไปใต้กันชนหลัง ฝากระโปรงด้านท้ายก็จะเปิดออกโดยอัตโนมัติ เหมาะกับเวลาที่เราหอบหิ้วของเยอะๆ ไม่มีมือจะเปิดฝาท้ายจะวางของก็ลำบาก  ระบบนี้เหมาะมากจริงๆ นอกจากนี้ฝากระโปรงท้ายเปิด-ปิด ด้วยระบบไฟฟ้าไม่ต้องออกแรงอะไรมาก ถ้าไม่ได้ใช้เท้ายื่นไป ก็แค่กดปุ่มเบาๆ ฝากระโปรงท้ายก็จะเปิดและยกตัวขึ้นโดยอัตโนมัติ รวมถึงการปิดฝาท้ายที่เราแค่กดปุ่มปิดก็เป็นเสร็จพิธี

hands-free-power-tailgate

ฝาท้ายเปิดอัตโนมัติ แถมยังตั้งระดับความสูงได้ด้วย

แต่มันไม่ได้หมดแค่นี้นะสิครับ เพราะเจ้าฝาท้ายของ HONDA CR-V ใหม่นี้ ยังสามารถตั้งระดับความสูงของฝาท้ายที่เปิดสูงสุดได้อีกด้วย เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้ใช้ที่มีข้อจำกัดด้าน “ความสูง” จะได้ไม่ต้องกระโดดไปกดปุ่มปิดฝาท้ายให้เสียอาการ เราสามารถตั้ง “ความสูง” ของฝาท้ายให้สอดคล้องกับ “ความสูง” ของเราได้เอง เพียงแค่ตั้งระยะความสูงใหม่ตอนกดปิดฝาท้าย และขณะที่ฝาท้ายกำลังเลื่อนลงมาถึงความสูงที่เราต้องการเราเพียงแค่กดปุ่มปิดฝาท้ายค้างไว้ 3-5 วินาที ให้ได้ยินเสียงสัญญาณเตือนแค่นี้ การเปิดฝาท้ายของ HONDA CR-V ใหม่ ในครั้งหน้าคุณก็ได้ความสูงตามที่คุณตั้งเอาไว้

 ภายในเฉียบเนี้ยบ 

เริ่มจากรุ่นเครื่องยนต์ดีเซลตัวท็อป หรือ รุ่น DT EL 4WD กันก่อน รุ่นนี้บอกได้เลยว่าเป็นรุ่นที่ใครหลายๆ คนต้องการคำตอบว่า “ดีจริง” สมกับค่าตัวที่อยู่เกือบ 1.7 ล้านบาทหรือไม่ ในขณะที่รุ่นเบนซิน 2.4 ลิตรราคากลับลดลงมาถึง 3 แสนบาท นั้นยังคงน่าใช้หรือไม่ เราไปดูกันครับ

console_dt-el4wd

แผงคอนโซล รุ่นดีเซล รุ่น DT EL 4WD

ทันทีที่ขึ้นไปนั่งหลังพวงมาลัย ก็ต้องก้มไปมองยังแป้นเกียร์ของรุ่นดีเซลกันก่อน เนื่องจากแปลกหูแปลกตาไม่น้อยกับ แป้นเกียร์ไฟฟ้าที่ “ไม่มีคันเกียร์” ออกมาให้เห็นเหมือนอย่างที่เราคุ้นหน้าคุ้นตากัน แต่แป้นเกียร์ไฟฟ้าจะมีแต่ปุ่มกดตำแหน่งเกียร์เท่านั้นครับ ว่าเราจะใช้เกียร์อะไรก็กดไป โดยปุ่มเกียร์จะมีตัวอักษรระบุไว้ คือ P ,R ,N  ,D/S เท่านั้น อยากใช้เกียร์ไหน กดเอาเลยครับ ง่ายเหมือนเล่นเกมเลย

shift-by-wire

แป้นเกียร์ไฟฟ้า

ออกตัวก็เกียร์ D ไป ถอยหลัง ก็ R จอดหยุดนิ่งหรือจอดก็ไป P สบายๆ อยากขับสนุกหน่อยก็กด D ซ้ำ ระบบเกียร์ก็จะกลายเป็น S หรือ Sport ถ้าจะยกเลิกก็กดซ้ำอีกครั้ง เกียร์ก็จะกลับมาที่ D ใหม่อีกครั้ง

ถ้า S ยังสนุกไม่พอ เราสามารถปรับเปลี่ยนเกียร์ได้ที่แป้น Paddle Shift ที่อยู่ด้านหลังพวงมาลัย ซึ่งมีเกียร์เดินหน้าให้เล่นมากถึง 9 เกียร์ ก็เปลี่ยนเกียร์กันให้สบายใจไป เมื่อพร้อมแล้วก็กดปุ่ม D กันเลยครับ ถึงแม้ว่าจะขัดๆ ความรู้สึกหน่อยแต่เดี๋ยวก็ชินครับ

dsc_8260

แป้นเกียร์ Paddle Shift หลังพวงมาลัย

ด้านหลังพวงมาลัยแปลกตาไม่น้อย เพราะไม่มีมาตรวัดทรงกลมให้เห็นอีกแล้ว มีแต่หน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่แบบ TFT ที่เป็นแผงดิจิตอลทั้งหมดซึ่งจะบอกข้อมูลแทบจะทั้งหมดแก่ผู้ขับขี่ ไม่ว่าจะเป็นความเร็ว ,ปริมาณเชื้อเพลิง ,ข้อมูลระบบนำทางแบบ Turn by Turn ,แสดงข้อมูลการเชื่อมต่อโทรศัพท์แบบไร้สาย ,แสดงข้อมูลโหมดเครื่องเสียงผ่าน Bluetooth ซึ่งข้อมูลเหล่านี้เราสามารถเลือกให้แสดงได้ผ่านพวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่น  ซึ่งหน้าจอนี้ผมชอบครับและดูสวยที่สุดในบรรดารถ SUV ระดับเดียวกันเลย

dsc_6063-edit

แผงหน้าปัด TFT

พวงมาลัยแบบมัลติฟังก์ชั่น ที่แป้นฝั่งซ้ายไว้ควบคุมเครื่องเสียง รับสาย-วางสายโทรศัพท์ แถมยังมีปุ่มการทำงานร่วมกับ siri ของไอโฟนด้วย ส่วนแป้นฝั่งขวา จะเป็นปุ่มเปิด-ปิดระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ หรือ Cruise Control ที่เป็นแบบเก่าอยู่ ไม่สามารถลดความเร็วเมื่อรถคันหน้าความเร็วต่ำกว่าความเราที่เรากำหนด เหมืนกับระบบควบคุมความเร็วของ ฮอนด้า แอคคอร์ด ซึ่งเป็นจุดที่น่าเสียดายไม่น้อย เนื่องจากระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติรุ่นที่ HONDA CR-V ใหม่ นั้นควรจะเลิกใช้ได้แล้ว ไม่สมฐานะเอาเสียเลย

dsc_8268

พวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่น ส่วนที่เป็นปุ่มควบคุมความเร็วอัตโนมัติ 

แต่คาดว่าในรุ่นไมเนอร์เชนจ์อีกประมาณ 1 ปีนับจากนี้ ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผันต้องถูกนำมาติดตั้งไว้แน่

เลื่อนสายตามาที่คอนโซลกลาง ก็เจอกับเครื่องเสียงหน้าจอสัมผัสขนาด 7 นิ้ว ที่มีฟังก์ชั่นการใช้งานมาให้ครบถ้วนแล้วครับไม่ต้องดิ้นรนไปติดอะไรเพิ่มมาอีกแล้ว เพราะสามารถเชื่อมต่อกับเครื่องเล่นไ่ด้หลากหลายทั้งจาก USB ,Bluetooth รวมทั้งยังมีระบบนำทาง ,Apple Car Play ,HDMI ,Audio Display พอเพียงแลัวครับสำหรับสิ่งอำนวยความสะดวกของคนขับ กดคันเร่งกันเลย!!

ลองขับ ดีเซลสปอร์ต-เบนซินสบาย

อัตราเร่งของเครื่องยนต์ดีเซลอยู่ในเกณฑ์ดีทีเดียว เพราะใช้เครื่องยนต์ดีเซลขนาด 1.6 ลิตร i-DTEC DIESEL TURBO 4 สูบได้รับการพัฒนาภายใต้เทคโนโลยีเอิร์ธดรีม (Earth Dreams Technology) ให้กำลังสูงสุด 160 แรงม้า ที่ 4,000 รอบต่อนาที ด้วยแรงบิดสูงสุดที่ 350 นิวตัน-เมตร ที่ 2,000 รอบต่อนาที ซึ่งเทียบเท่ากับเครื่องยนต์ดีเซลขนาดใหญ่ ทำงานร่วมกับเกียร์อัตโนมัติ 9 สปีด โดยฮอนด้า เคลมว่าประหยัดน้ำมันสูงถึง 18.9 กิโลเมตร/ลิตร และปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในอัตราที่ต่ำเพียง 141 กรัม/กิโลเมตร* (ในรุ่นขับ 2 ล้อรุ่น) 

dsc_8176

เครื่องยนต์ดีเซล เทอร์โบ 1.6 ลิตร

ถ้าบอกว่านี่คือเครื่องยนต์ดีเซลที่มีพละกำลังมากมายละก็ผมบอกเลยว่าไม่ใช่ อัตราเร่งทันใจใช้ได้ครับแต่ก็ไม่ถึงกับ “จี๊ดจ๊าด” อะไรมากมาย แต่ก็สามารถทำหลังติดเบาะได้ไม่ยากนักถ้าอยู่ในโหมด S คุณจะขับสนุกขึ้นมาไ่ม่น้อยทีเดียว แต่ที่ผมยังเป็นห่วงคืออัตราการกินน้ำมันที่จะอยู่ที่เท่าไหร่โดยเฉพาะการใช้งานในเมืองที่ผมยังไม่มีโอกาสได้ลองมากนัก จะลองก็แต่ขับนอกเมืองซึ่งแน่นอน “ตัวเลข” ต้องอยู่ในระดับที่มากกว่า 12 กิโลเมตร/ลิตรชัวร์ๆ

dsc_6256

ถ้าใช้งานในเมืองด้วยน้ำหนักตัว 1,742 กิโลกรัม มากกว่ารุ่นเบนซินเกือบๆ 80 กิโลกรัม น่าจะมีผลต่ออัตราการสิ้นเปลืองในเมืองอย่างแน่นอน เพราะต้อง “แบก” น้ำหนักตัวไม่น้อยทีเดียว ซึ่งตรงนี้ผมขอติดไว้ก่อนครับว่าอัตราสิ้นเปลืองในเมืองจะอยู่ระดับไหน แต่เชื่อว่าน่าจะอยู่ที่ประมาณ 10-12 กิโลเมตร/ลิตร ไว้โอกาสหน้าจะมารายงานให้ทราบครับ

เกียร์อัตโนมัติ 9 สปีด ทำงานได้ดีพอสมควรเลยครับ แต่ส่วนตัวผมว่ายังไม่ค่อย smooth เท่าไหร่ แถมเกียร์ที่มากถึง 9 สปีดนั้นเมื่อต้องการปรับเปลี่ยนเกียร์ที่แป้น paddle shift เองก็ต้องเปลี่ยนกันถี่หน่อยครับ แต่หากเราอยู่ในโหมด D เวลาคิ๊กดาวน์เพื่อต้องการเร่งแซง เกียร์จะถูกลดลงมา 2 เกียร์นะครับ เช่นถ้าขับปกติอยู่ที่เกียร์ 6 เวลาคิ๊กดาวน์ เกียร์จะถูกปรับลดลงอยู่ที่เกียร์ 4 เพื่อสร้างแรงบิดและอัตราเร่งที่ดีที่สุด

ด้านกำลังของเครื่องยนต์ดีเซลนั้น ผมสรุปเลยว่ามีพละกำลัง “พอใช้” ได้แต่ก็ไม่ได้แรงเหมือนอย่างที่หวังไว้ เพราะต้องยอมรับว่าเครื่องต้องแบกน้ำหนักของเรามากไปหน่อย ถ้าวิ่งในความเร็วสูงๆ แล้วต้องการเร่งแซงยิ่งต้องระวัง ถ้่าเครื่องตัวนี้ไปอยู่ในเจ้า HR-V ละก็ ไม่มีใครเทียบได้แน่นอน และเป็นความลงตัวแบบ “กิ่งทองใบหยก” เลยทีเดียว แต่น่าเศร้าที่ฮอนด้า ไม่มีแผนนำเครื่องยนต์ตัวนี้ไปไว้ใน HR-V

dsc_5948

ช่วงล่างของ CR-V เครื่องยนต์ดีเซล ค่อนข้างจะกระด้างนิดๆ ไม่ค่อยนุ่มนวลเท่าไหร่  ไม่น่าจะถูกใจกลุ่มแม่บ้านหรือกลุ่มครอบครัวเท่าใดนัก ช่วงล่างของรุ่นดีเซล ถูกปรับมาให้ออกสปอร์ตหน่อยๆ ให้เข้ากับเครื่องยนต์ที่เน้นความเป็นสปอร์ตขับสนุก ซึ่งส่วนตัวแล้วผมอยากให้เจ้า CR-V มีช่วงล่างที่นุ่มนวลเหมาะกับครอบครัวมากกว่านี่

ด้านการทรงตัวถือว่าดีเลยละครับไม่มีปัญหาทั้งทางตรงและทางโค้งหนักๆ ไม่มีอาการโยนให้น่ารำคาญใจ เสียงเครื่องยนต์เข้ามากวนนิดหน่อยไม่มากอะไรนักพอรับได้ ส่วนเสียงลมรบกวนยังไม่รู้สึกครับ เพราะผมยังไม่มีโอกาสขับด้วยความเร็วสูงมากนัก ด้านพวงมาลัยแม่นยำใช้ได้เลยครับทั้งทางตรงทางโค้ง แถมเบามือด้วย

คราวนี้กระโดดขึ้นมาที่รุ่นเครื่องยนต์เบนซิน 2.4 EL 4WD กันบ้างดีกว่า            

dsc_8444

ฮอนด้า CR-V เบนซิน 2.4 EL 4WD

รุ่นนี้ใช้เครื่องยนต์ขนาด 2.4 ลิตร i-VTEC 4 สูบ 16 วาล์ว เทคโนโลยีเอิร์ธดรีม (Earth Dreams Technology) ให้กำลังสูงสุด 173 แรงม้า ที่ 6,200 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุดที่ 224 นิวตัน-เมตร ที่ 4,000 รอบต่อนาที ผสานการทำงานกับเกียร์อัตโนมัติ CVT แถมเติมน้ำมัน E85 ได้ด้วย แต่ก็ไม่รู้ว่าเมื่อเติมน้ำมัน E85 แล้วอัตราการสิ้นเปลืองจะอยู่ที่เท่าไหร่

console_2-4-el-4wd

แผงคอนโซลหน้า รุ่นเบนซิน 2.4 EL 4WD

ทันทีที่กดปุ่มสตาร์ทเสียงเครื่องครางขึ้นมาเงียบๆ บอกได้เลยว่าเสียงเครื่องยนต์ของรุ่นเบนซินนั้นดูนุ่มนวลและเบากว่า ดีเซล อยู่พอสมควรทีเดียว มองไปที่หน้าปัดแผงคอนโซลต่างๆ เหมือนกับรุ่นดีเซลทุกอย่างครับ จะมีต่างก็ตรงส่วนของเกียร์ที่เป็นเกียร์อัตโนมัติแบบ CVT คือมีคันเกียร์เหมือนกับรถทั่วไป และก็ไม่มีแป้นเปลี่ยนเกียร์หลังพวงมาลัย ซึ่งผมเชื่อว่า ฮอนด้า คงกลัวว่าเจ้าเครื่องยนต์เบนซิน 2.4 ลิตรนี้จะขับสนุกกว่าดีเซล เดี๋ยวจะยุ่ง!!

ขยับเกียร์มาเป็นเกียร์ D ลองกันเลยดีกว่า อืม……ลองกดคันเร่งดูรู้สึกว่าตัวรถพุ่งกว่ารุ่นดีเซล แถมอัตราเร่งยังขึ้นแบบราบเรียบอีกด้วย เกียร์ก็เปลี่ยนแบบนุ่มนวลไม่รู้สึกถึงจังหวะการเปลี่ยนแต่ละเกียร์เลย ลองกดคันเร่งหนักๆ หลังติดเบาะทันที ไม่เสียแรงที่แรงม้ามากถึง 173 แรงม้า แต่ต้องรอรอบเครื่องยนต์สักนิดนะครับ ประมาณสัก 3,000 รอบต่อนาที กำลังสวยเลยกับอัตราเร่งที่แบบว่ามาตามน้ำหนักเท้าที่เรากดคันเร่งลงไป

dsc_6039

รุ่นเครื่องยนต์เบนซิน เกียร์ยังเป็นก้านเกียร์แบบเดิม

ถือว่า…ขับสนุกใช้ได้เลยครับกับเครื่องยนต์เบนซิน 2.4 ลิตรตัวนี้ ผมว่าน่าจะสนุกกว่าเครื่องยนต์ดีเซลเสียด้วยซ้ำ มันเท้าไม่น้อยเลย แต่ด้วยอัตราสิ้นเปลืองที่ “เอาเรื่อง” ทำให้ไม่ค่อยกล้่าจะสนุกกับการเหยียบคันเร่งมากนัก ผมว่าอัตราการสิ้นเปลืองของรุ่นเครื่องยนต์เบนซินน่าจะอยู่ในระดับ 10 กิโลเมตร/ลิตร ซึ่งผมยังไม่กล้าคอนเฟิร์มครับ ต้องขอเอามาลองขับใหม่อีกทีถึงจะจับอัตราสิ้นเปลืองได้แบบจะจะ แต่ถ้าขับทางยาวๆ ความเร็วนิ่งๆ ไม่เกิน 110 กม./ชม.ละก็ อยู่ประมาณ 12 กม./ลิตร ครับ ซึ่งก็ถือว่าพอใช้ได้่น่ะ กับการเดินทางแบบไม่รีบเร่งไปเรื่อยๆ ก็พอรับได้กับอัตราสิ้นเปลือง

dsc_6240

เครื่องยนต์เบนซิน ขนาด 2.4 ลิตร

มาว่ากันถึงช่วงล่างของรุ่นเครื่องยนต์เบนซินกันบ้าง ช่วงล่างของรุ่นเบนซินนั่นแตกต่างกับรุ่นเครื่องดีเซลอย่างเห็นได้ชัด โดยรุ่นเบนซินนี้ช่วงล่างจะออกนุ่มนวล นั่งสบาย ไม่แข็งเหมือนกับรุ่นดีเซล ซึ่งส่วนตัวแเล้วผมชอบกับช่วงล่างนุ่มๆ แบบนี้นะครับ เพราะ HONDA CR-V ใหม่ เหมาะที่จะเป็นรถสำหรับครอบครัว ขับเรื่อยๆ เน้นใช้งานในเมืองเป็นหลักมากกว่าที่จะไปขับซิ่งอะรมากมาย

แม้ว่าช่วงล่างของ HONDA CR-V รุ่นเบนซิน จะค่อนข้างนุ่ม แต่ก็ไม่ส่งผลกับการทรงตัวที่ความเร็วสูงแต่อย่างใดนะครับ ความเร็วในระดับที่เกิน 130 กม./ชม.พวงมาลัยยั่งนิ่ง ช่วงล่างก็มั่นคงดีครับ เสียงเครื่องยนต์ดังเข้ามาในห้องโดยสารน้อยกว่ารุ่นเครื่องยนต์ดีเซลพอสมควร

สรุป HONDA CR-V ใหม่ ไปๆมาๆ ผมชอบรุ่นเครื่องยนต์เบนซินมากกว่า ด้วยความลงตัวในหลายๆเรื่องทั้งอัตราเร่ง ความแรง ช่วงล่างที่ออกนุ่มๆ เหมาะกับลักษณะของรถ ติดก็แต่เพียงแค่ อัตราการสิ้นเปลืองที่ถ้าใช้ในเมืองน่าจะออกไปในทาง “น่ากลัว” แต่ด้วยราคาที่มันเร้าใจเริ่มต้นที่ 1.39 ล้านบาท เท่านั้น ออปชั่นก็มาเต็มเหมือนกัน ทำให้รุ่นเบนซินมันน่าสนไมน้อย

ขณะที่รุ่นดีเซล ฟันธง สำหรับคนชอบเดินทางไกลๆ อยู่ต่างจังหวัด หรือเที่ยวต่างจังหวัดบ่อยๆ ประหยัดแน่ แถมต้องชอบขับรถในสไตล์ดุดันหน่อย ออกแนวบู๊นิดๆ เปลี่ยนเกียร์เอง เวลารถขึ้น-ลง เขา ละก็เหมาะแน่ๆ แต่ด้วยระดับที่ไปแตะ 1.699 ล้านบาทมันสูงไปหน่อยน่ะ

ถ้าเป็นผม ฟันธงเลือกเฉพาะรุ่นขับ 2 เท่านั้น เครื่องยนต์แล้วแต่จะชอบครับ แต่เอาแค่ขับ 2 พอน่ะ ประหยัดไป 1.5 แสนบาท เอาตังไปเติมน้ำมันได้หลายปีเลยยยยยยย

ราคาฮอนด้า ซีอาร์-วี ทั้ง 4 รุ่น 

• DT-EL 4WD ราคา 1,699,000 บาท

• DT-E ราคา 1,549,000 บาท

• 2.4 EL 4WD ราคา 1,549,000 บาท

• 2.4 E ราคา 1,399,000 บาท

dsc_6065

dsc_9106

กุญแจรีโมท

dsc_6026

ช่องวางแก้วน้ำ และเก็บของบริเวณคอนโซลกลาง