Home » WE TEST » FIRST DRIVE » เฮ้ยย…MG ZS เครื่องดีกว่าคิด ภาพรวมเกินกว่าที่คาด (มี VDO ลองขับ)

เฮ้ยย…MG ZS เครื่องดีกว่าคิด ภาพรวมเกินกว่าที่คาด (มี VDO ลองขับ)


รถยนต์ MG ZS รถ SUV หรือรถยนต์นั่งอเนกประสงค์รุ่นล่าสุดจาก MG ได้กลายเป็นรถยนต์อีกรุ่นที่สามารถสร้างกระแสการตอบรับจากลูกค้าได้อย่างล้นหลามเลยทีเดียว และเป็นรถยนต์ที่ใครหลายคนต้องการรู้ว่า เจ้า MG ZS คันนี้มีดีพอที่จะเป็นเจ้าของหรือไม่

MG ZS

รูปร่างหน้าตาของ MG ZS เหมือนหรือไม่เหมือนใคร ตัดสินกันเลยครับ แต่ดูรวมๆ แล้วมีสเน่ห์ ใช้ได้เลย

 

ความร้อนแรงของ MG ZS นั้นต้องยอมรับว่ามาจาก รูปร่างหน้าตาที่ “ดูดี” ไม่น้อย ไม่เหลือกลิ่นอายของรถยนต์จากแดนมังกรอีกต่อไปแล้ว แต่ดูละม้ายคล้ายคลึงกับรถ SUV ญี่ปุ่นอย่างมาสด้า CX-5 ไม่น้อย แถมกระจังหน้าก็เหมือนกับรถจากัวร์ไปอีก แต่ไม่ว่าจะเหมือนหรือไม่เหมือนใคร เอาเป็นว่า MG ZS ดูลงตัวและสวยเอาการอยู่ไม่น้อย และทางทีมงานของ MG ก็ยืนยันชัดเจนว่า เค้าออกแบบเองน่ะ ไม่ได้ตั้งใจลอกเลียนแบบใคร แต่มันก็มีโอกาสที่จะไปคล้ายคลึงกับใครก็ได้ 

MG ZS

ด้านท้ายก็ใช่ย่อยน่ะ

ขนาดของตัวรถก็มาแบบไม่เกรงใจใคร คือสูงใหญ่กว่าคู่แข่งในระดับเดียวกันทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น มาสด้า CX-3 นิสสัน จู๊ค ,ฟอร์ด เอคโค่สปอร์ต ,ฮอนด้า บีอาร์วี รวมไปถึงโตโยต้า ซีเอชอาร์ และยังก้าวขึ้นไปเทียบขนาดกับ ฮอนด้า HR-V ได้อย่างสบายเลยทีเดียว

เรียกว่าเป็นรถ SUV ขนาดเล็กที่ไซส์ใหญ่ และมีดีพอที่จะท้าชนใครต่อใครไปเรื่อยเลยอีกด้วย 

ส่วนราคานั้นเร้าใจเหลือเกินกับ 3 รุ่นย่อย คือ รุ่น C ,D และ X ที่มากับค่าตัว 6.79 แสนบาท ,7.29 แสนบาท และ 7.89 แสนบาท เป็นรถ SUV ที่ราคาสะท้านใจที่สุดในตลาดรถยนต์เมืองไทยในขณะนี้แล้วครับ เพราะมองๆไป ราคานี้เท่ากับ โตโยต้า VIOS ตัวท็อป แพงกว่า ฮอนด้า ซิตี้ ตัวท็อป นิดหน่อย แต่ถ้าเป็นตัวเริ่มต้นรุ่น C ที่ราคา 6.79 แสนบาทละก็ไม่ได้รบกับแค่ตลาด SUV แล้วนะครับ แต่ลงไปรบกับรถซิตี้คาร์ทั่วไปได้อีกด้วย เรียกว่าเปิดศึกหลายหน้ากันเลยทีเดียว

MG ZS

MG ZS มีจำหน่ายทั้งหมด 5 สีด้วยกันนะครับ อย่างที่เห็นในภาพเลย

นอกจากขนาดและราคาของ MG ZS ที่สะท้านใจแล้ว ฟังก์ชั่นต่างๆ ที่ถูกใส่มาในรถคันนี้ถือว่า “เด่น” ไม่น้อย โดยเฉพาะระบบ i-SMART ที่สามารถสั่งงานระบบต่างๆภายในรถด้วยเสียงภาษาไทย เป็นครั้งแรกในโลก และระบบนี้ยังสามารถสั่งงานผ่าน แอพพลิเคชั่นบนมือถือที่ทำให้รู้สถานะของรถได้ว่า ตอนนี้รถของเราล็อคอยู่หรือไม่ จอดอยู่ตรงไหน สามารถสั่งให้รถสตาร์ทและเปิดแอร์ก่อนที่เราจะเข้าไปในรถได้ โดยระบบจะหยุดการทำงานหากเราไม่เข้าไปในรถภายใน 10 นาที หลังสั่งให้ระบบสตาร์ท

และยังสั่งให้รถเปิดไฟหน้า หรือมีเสียงแตร ดังเพื่อให้รู้ว่ารถจอดอยูตรงไหน ตัดปัญหาพวกขี้ลืมที่ชอบลืมว่าจอดรถในห้างตรงช่องไหน ได้ชะงัดนัก แถมในแอพฯ ยังบอกแรงดันลมยางของล้อทั้ง 4 ด้วยว่ามีแรงดันเท่าไหร่ แต่หน่วยของแรงดันนั้นบอกเป็นมาเป็น บาร์ ไม่ได้เป็น ปอนด์ อย่างที่เราใช้กันอยู่ก็ต้องแปลงกันหน่อยครับ ไม่ได้ยากเย็นมากมายอะไร

MG ZS

ไฟหน้ายังเป็น โปรเจคเตอร​์ ยังไม่ก้าวขึ้นไปเป็น LED แต่เชื่อว่ารุ่นต่อไป LED มาแน่

การเปิดตัว MG ZS ครั้งนี้ ผมว่าผู้บริหาร MG “ทำการบ้าน” มาอย่างดี ทำให้เราได้เห็นของดีๆ ใส่ไว้ใน MG ZS ไม่น้อยทีเดียว

เรามาดูในรายละเอียดของ SUV คันเล็กสุดของ MG คันนี้ก่อนดีกว่าว่า “มีดี” จริงหรือเปล่า เริ่มตั้งแต่ภายนอกที่ไฟหน้าก่อนเลย ไฟหน้าของ MG ZS เป็นแค่โปรเจ็คเตอร์ธรรมดาครับ ไม่ใช่หลอด LED  แต่มีระบบเปิดปิดไฟอัตโนมัติ (เฉพาะรุ่น X) มีไฟเด​ย์ไทม์ รันนิ่ง มาด้วย ซึ่งทำให้ MG ZS ดูเด่นขึ้นมา ไฟตัดหมอกดวงเบ้อเริ่ม ไม่เหมือนกับ มาสด้า CX-5 ที่ดวงเล็กนิดเดียว แต่ไฟตัดหมอกนี้มีแต่เฉพาะรุ่น D กับ X เท่านั้น นะครับ ส่วนไฟท้ายของ ZS นี้เป็นหลอด LED สว่างใช้ได้เลย

MG ZS

ไฟท้าย LED

มีไฟเลี้ยวที่กระจกมองข้างให้ด้วย ล้ออัลลอยด์ขนาด 17 นิ้วขนาดใหญ่กำลังดี ในเรื่องของความสวยงาม แต่ผมว่าถ้าขอบ 16 น่าจะเหมาะกับขนาดและกำลังเครื่องยนต์มากกว่า และน่าจะมีส่วนช่วยในเรื่องของอัตราการประหยัดน้ำมันด้วย ซึ่งล้อขอบ 16 นั้นมีในรุ่น S กับ D ครับ 

มองไปที่หลังคา ก็เห็นหลังคากระจกบานเบ้อเริ่มที่ MG เรียกว่าหลังคา พาโนรามิก ที่กินเนื้อที่กว่า 90% ของหลังคาทั้งหมด ซึ่งว่าไปแล้ว MG ZS เป็นรถยนต์ระดับราคาต่ำกว่า 1 ล้านบาทเพียงรุ่นเดียวที่ขายในไทยที่มีหลังคาแก้วใหญ่โต มโหฬารขนาดนี้ ซึ่งเก๋ไก๋ ไม่น้อยเลยทีเดียว แต่หลังคา พาโนรามิก นี้มีมาให้แต่รุ่นท็อปเท่านั้นครับ รุ่นรองลงไปไม่มี 

MG ZS

หลังคา พาโนรามิค ใหญ่หรือไม่ ลองดูกันเองเลยครับ

MG ZS

เปิดกว้างไปถึงผู้โดยสารตอนหลัง

อ้อ….อีกอย่างที่น่าสนใจคือ มีราวหลังคามาให้ด้วยนะครับสำหรับรุ่นท็อป ทำให้ง่ายต่อการติดตั้งอุปกรณ์เสริมสำหรับอุปกรณ์เก็บสัมภาระบนหลังคา

เดินไล่มาจนถึงท้ายรถ จะเห็นโลโก้ MG อยู่ตรงกลางฝาท้าย ซึ่งโลโก้นี้จะทำหน้าที่เป็นสลักเปิดฝาท้ายด้วย ซึ่งจุดนี้เหมือนกับรุ่นพี่ในรุ่น MG GS ครับ จุดนี้ผมว่าดีนะทำให้การเปิดฝาท้ายทำได้ง่ายดีมาก ไม่ต้องใช้นิ้วมือคลำหาปุ่มเปิดที่ขอบล่างฝาท้ายเหมือนกับรถ SUV ค่ายอื่นๆ

MG ZS

ที่เปิดฝาท้าย เปิดที่โลโก้ MG ได้เลย

เมื่อเปิดฝาท้ายขึ้นก็จะพบกับห้องเก็บสัมภาระขนาดใหญ่เอาการ พร้อมแผ่นบังสายตาที่ให้มาเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน โดยห้องเก็บสัมภาระนี้มีขนาดใหญ่ไม่แพ้คู่แข่งแน่ๆ แต่ที่ห้องเก็บสัมภาระนี้ยังมีลูกเล่นอีกอย่างที่ผมว่ามันเท่มาก ก็คือพื้นของห้องเก็บสัมภาระหลังนี้สามารถปรับลดระดับให้ลึกลงได้อีก 1 สเต็ป หรือ 10 เซ็นติเมตร ทำให้ห้องเก็บสัมภาระของ MG ZS มีพื้นที่เก็บสัมภาระเพิ่มขึ้นได้อีกมากเลยทีเดียว

MG ZS

พื้นห้องเก็บสัมภาระท้าย สามารถปรับลดระดับลงไปได้อีก 10 ซม.

MG ZS

ระดับพื้นห้องเก็บสัมภาระแบบปกติ

 

ในเรื่องของฝาท้าย ที่ใช้ระบบเปิดแบบแมนนวลนั้น หากใครอยากติดตั้งระบบเปิด-ปิด แบบไฟฟ้าทาง MG ก็มีชุดอุปกรณ์เสริมติดตั้งให้นะครับ ในราคาประมาณ 19,000 บาท ใครสนใจติดต่อได้ที่ดีลเลอร์ MG ทุกแห่งครับ

ส่วนการพับเบาะหลังเพื่อเพิ่มพื้นที่ห้องเก็บสัมภาระหลังนี้ ก็ต้องมาดึงสลักที่พนักพิงด้านหลัง เพื่อพับเบาะหลังที่แยกเป็นแบบ 60:40 ถือว่าธรรมดาครับ ไม่ได้มีอะไรที่โดดเด่น

MG ZS

สามารถพับเบาะหลังราบลงได้

ขณะที่ความกว้างขวางภายในพื้นที่โดยสารด้านหลัง ถือว่าใช้ได้เลยเมื่อเทียบกับคู่แข่ง บอกได้เลยว่าใหญ่ที่สุดในบรรดา SUV ขนาดเล็ก นั่งยืดแขนยืดขาได้ไม่มีปัญหา และหากใครต้องการหารถครอบครัวที่ห้องโดยสารกว้างระดับนึงละก็ ไม่ผิดหวังแน่นอนครับ

แต่สิ่งที่ ผมอยากให้ MG ZS ปรับปรุงก็คือ อุปกรณ์เสริมที่เบาะหลังที่แม้ว่า เบาะจะเป็นเบาะหนังที่ดูดีใช้ได้แล้ว แต่มันก็ยังมีข้อที่ต้องติติงกันอยู่บ้าง ไม่ว่าจะเป็นที่พักแขนสำหรับผู้โดยสารตอนหลังที่ไม่มี ทำให้ผู้โดยสารตอนหลังเวลานั่ง มันไม่มีที่วางแขน ก็เลยดูเหมือนถูกเหวี่ยงยังไงไม่รู้ ช่องเสียบ USB ด้านหลังไม่มี ทำให้ต้องลากสาย USB มาจากคอนโซลหน้า หรือไม่ก็ต้องใช้ Power Bank ส่วนตัวเอา ช่องแอร์หลังไม่มีครับ

MG ZS

เบาะหลังของ MG ZS นั่งสบายแต่น่าเสียดายไม่มีที่พักแขนตรงกลาง

อีกจุดที่น่าติดิง คือช่องใส่ขวดน้ำมีมาให้ที่ตรงแผงข้างประตูเท่านั้น แถมยังเป็นช่องเล็กอีกด้วย นั่นหมายความว่าคุณไม่สามารถวางแก้วกาแฟได้ในระหว่างการเดินทาง ต้องนั่งถือไปเรื่อยๆ ก็แล้วกัน ถ้าใครอยากทานกาแฟร้อนก็ต้องทนเอาหน่อยนะครับ 

กลับมาที่ตำแหน่งผู้โดยสารตอนหน้าดีกว่า เบาะนั่งกว้างและนุ่มสบายใช้ได้เลย แต่การปรับเบาะเข้า-ออก รวมถึงการปรับระดับของพนักพิงเป็นระบบแมนนวล ซึ่งเหมือนกันทั้งเบาะนั่งด้านคนขับ และผู้โดยสารตอนหน้ายังไม่เป็นระบบปรับด้วยไฟฟ้ามาให้

เมื่อมานั่งในตำแหน่งคนขับ กวาดสายตาไล่ไปตามคอนโซลหน้า คอนโซลกลาง แผงข้างประตู ก็ค่อนข้างประทับใจกับคุณภาพของวัสดุ และความเอาใจใส่ของ MG กับเจ้า ZS คันนี้ครับ บอกได้เลยว่าวัสดุภายในของ ZS นั้นดูดีกว่ารุ่นพี่อย่าง GS เสียอีก จุดนี้เลยเป็นอีกหนึ่งจุดที่ทำให้ ZS ได้รับการตอบรับจากลูกค้าเป็นจำนวนมาก

MG ZS

ภายในของ ZS ถูกตกแต่วด้วยโทนสีน้ำตาลอ่อนแบบทูโทน ก็เข้ากันดีกับเบาะหนังสีน้ำตาล ทำให้ภายในดูหรูหราระดับนึง ดูเหนือกว่ามาตรฐานของรถจีนที่เราคาดหวังกัน ทำให้ภาพพจน์ของรถจีนในสายตาของผม รวมไปถึงลูกค้าทั่วไป มองรถจีนในสายตา “ที่ดี” มากขึ้น

MG ZS

วัสดุที่ใช้ใน MG ZS ดูดีใช้ได้

ก็ต้อง “ปรบมือ” ให้กับทีมงานของ MG ครับที่ทำการบ้านมาดีเหลือเกินในเรื่องรายละเอียดพวกนี้

มองมาที่คอนโซลกลาง จะพบกับหน้าจอแสดงผลกลางขนาดใหญ่ ที่เหมือนจะทันสมัยแต่ก็ยังติดอยู่ที่ความละเอียดของหน้าจอที่ยังอยู่ในระดับธรรมดาอยู่ ยังไม่เป็น FULL HD ก็เลยทำให้หน้าจอของ ZS เหมือนมาแบบไม่สุด ซึ่งน่าเสียดายตรงจุดนี้มากครับ มันเหมือนกับหน้าจอโทรศัพท์รุ่นเก่าถูกๆ ไปนิด น่าเสียดายครับ

MG ZS

แต่ในเรื่องของการใช้งานก็ไม่มีปัญหา เพราะหน้าจอทำงานแบบทัชสกรีน แม่นยำใช้ได้ แค่ไม่สวยเท่านั้น เรื่องอื่นผ่าน

นั่งมองตรงโน้นตรงนี้ไปเรื่อย ก็รู้สึกว่าทำไมภายในของ ZS สว่างจัง พอเงยหน้าขึ้นไป ก็พบกับหลังคาซันรูฟ แบบนาโนรามิกบานใหญ่ไปจนถึงผู้โดยสารตอนหลัง โดยมีม่านบังแสงสีเนื้อขวางไว้อีกที ซึ่งม่านบังแสงนี้ ทาง MG ไม่ได้ใช้แบบสีเข้มครับ เลยทำให้แสงส่องผ่านเข้ามาได้พอสมควร เลยทำให้ห้องโดยสารของ ZS ค่อนข้างจะสว่าง และดูกว้างไม่น้อยเลยทีเดียว

ความสว่างของหลังคา นั้นมาจากตัวกระจกพาโนรามิก ที่ถ้าซื้อมาจะเป็นกระจกใสที่กันแต่แสง UV เพียงอย่างเดียว ลูกค้าต้องมาติดฟิล์มกรองแสงเพิ่มครับ ถ้าอยากให้ทึบก็ติดฟิล์มทึบหน่อย ถ้าอยากให้สว่างก็ติดสักประมาณ 40% กำลังสวย ขณะที่ม่านบังแสง ก็ทำหน้าที่กันความร้อนได้ระดับนึงครับ 

ซึ่ง MG ZS ที่ได้ลองขับนั้นทางทีมงานติดฟิล์มกรองแสงความเข้มระดับ 40% มาก็ถือว่าใช้งานได้ดีระดับนึงครับ มีความร้อนทะลุเข้ามาบ้าง ซึ่งหากใช้งานจริงผมอยากเชียร์ให้ติดฟิล์มกรองแสงแบบทึบหน่อยจะดีกว่า โดยฟิล์มกรองแสงนี้ผมว่าคุยกับดีลเลอร์ให้เป็นของแถมเวลาซื้อรถ น่าจะเป็นเรื่องที่ทำได้ไม่ยากนักต่อรองกันดีๆ ครับ 

MG ZS

ปุ่ม PUSH START มีให้ในรุ่น X และ D

MG ZS ตัวท็อปที่ผมขับมีปุ่มสตาร์ทมาให้ แต่ถ้าเป็นรุ่นเริ่มต้นไม่มีนะครับ เป็นแบบกุญแจสตาร์ททั่วไป กดปุ่มสตาร์ทแล้ว เสียงเครื่องยนต์ดังกระหึ่มขึ้นมาไม่มากนัก เครื่องยนต์เดินเรียบดีครับ อาการสั่นของเครื่องยนต์ก็ไม่มากนักอยู่ในระด้บที่รับได้

ก่อนออกเดินทาง ทีมงาน MG ย้ำว่า ZS นี้มีลูกเล่นอีกอย่างที่ “น่าสนใจ” คือฟังก์ชั่นปรับน้ำหนักพวงมาลัยได้ 3 ระดับคือ ในเมือง ,ทั่วไป และสปอร์ต ซึ่งก็เก๋ดีครับ กับโหมดการปรับน้ำหนักของพวงมาลัย ซึ่งโหมดการปรับน้ำหนักพวงมาลัยนั้น เราจะเจอได้แต่ในรถยุโรปเท่านั้นครับ แต่นี่มีมาอยู่ในรถจากจีน ก็ต้องถือว่าเขาพัฒนาไปไม่น้อย ซึ่งโหมดการปรับแต่งนี้มีเฉพาะน้ำหนักของพวงมาลัยเท่านั้นครับ ยังไม่มีโหมดการปรับระบบช่วงล่างนะครับ หึหึ…ถ้ามีโหมดปรับแต่งช่วงล่างด้วยละก็ รถยุโรปมีอายม้วนต้วนแน่ๆ

MG ZS

การปรับนำ้หนักพวงมาลัยของ ZS กลายเป็นอีกหนึ่งลูกเล่นที่น่าสนใจไม่น้อย และน่าจะเหมาะกับผู้หญิงที่ต้องการขับรถที่พวงมาลัยเบาๆ โดยเฉพาะการขับรถในเมืองที่การจราจรที่แออัด หรือขับเข้าไปในห้างฯ จอดรถในที่แคบๆ ที่ต้องการรถที่มีน้ำหนักพวงมาลัยเบาๆ โดยเราต้องเข้ามาปรับโหมดน้ำหนักที่เราต้องการที่หน้าจอแสดงผลกลาง โดยเข้าไปที่คำ i-SMART แล้วเข้าไปที่โหมดตั้งค่า และไปที่ “บำรุงรักษา” ก็จะมีโหมดการปรับน้ำหนักพวงมาลัยมาให้เราเลือกครับว่าจะเลือกน้ำหนักระดับใด 

แต่จะว่าไปแล้ว ผมว่าน้ำหนักพวงมาลัยที่โหมด “ทั่วไป” ก็ไม่ได้หนักหรือเบาอะไรเกินไปนะครับ ผมว่าก็โอเคอยู่ แต่เมื่อลองปรับโหมดไปที่โหมด “ในเมือง” ปรากฏว่าน้ำหนักพวงมาลัยเบาขึ้นมากเลยครับ หมุนพวงมาลัยสบายมือได้ดีทีเดียว สาวๆ ชอบแน่นอนกับพวงมาลัยเบาแบบนี้ ทำให้การถอยจอดทำได้คล่องมือทีเดียว แถมเวลาถอยจอดกจะมีจอมองหลังเวลาเข้าเกียร์ R ด้วย ที่แม้ว่าจอจะไม่ ชัดใสกิ๊ง อย่างจอ FULL HD แต่มันก็ทำงานได้ดีพอใช้ ก็ขนาดจอกว้างตั้ง 8 นิ้ว ทำให้เจ้า ZS คันนี้ “ครบเครื่อง” มากขึ้นไปอีก เลยเหมาะกับคุณผู้หญิงที่ต้องการหารถสำหรับการใช้งานในเมืองแน่ๆ

MG ZS

ลองปรับน้ำหนักพวงมาลัยไปที่ “สปอร์ต” โอว….น้ำหนักพวงมาลัยเพิ่มขึ้นมาไม่น้อย เป็นสไตล์รถสปอร์ต หรือรถยุโรป เลยครับ ถ้าใครชอบพวงมาลัยที่มีน้ำหนัก “ตึงมือ” ละก็ไม่ผิดหวังแน่นอน

ความหนักของพวงมาลัย จะถูกปรับเพิ่มขึ้นตามความเร็วของรถนะครับ แม้ว่าคุณจะปรับโหมดน้ำหนักพวงมาลัยเป็น “ในเมือง” แต่ถ้าคุณขับรถเร็วขึ้นน้ำหนักพวงมาลัยก็จะหนักแปรผันขึ้นไปด้วย จึงไม่ต้องห่วงว่าพวงมาลัยจะ “เบาหวิว” ถ้าคุณขับด้วยความเร็ว เจ๋งดีครับแบบนี้

หมดความสงสัยกับพวงมาลัย ก็มาระบบอื่นกันบ้าง อย่างพวงมาลัยของ MG ZS เป็นพวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่น สามารถควบคุมการทำงานทั้งเครื่องเสียงภายในรถ รวมถึงโหมดสั่งงานด้วย “เสียง” ซึ่งเราสามารถกดปุ่มที่พวงมาลัย เพื่อเปิดโหมดการสั่งงานด้วยเสียง หรือเราจะสั่งงานด้วยเสียงตัวเอง ด้วยคำพูดเริ่มต้นว่า “Hello!! MG” ก็ได้เหมือนกัน ซึ่งผมเองชอบเริ่มต้นการสั่งงานด้วยเสียงผ่านการ “กดปุ่ม” ที่พวงมาลัยมากกว่า เพราะค่อนข้างจะแม่นยำกว่าครับ เพราะบางทีเริ่มคำสั่งด้วย “Hello!! MG” ก็ต้องพูดหลายครั้งเหมือนกันระบบถึงจะเริ่มทำงาน ซึ่งผมมองว่าการเริ่มสั่งงานตรงนี้ระบบยังไม่ค่อยแม่นยำเท่าไหร่ แต่ก็ถือว่าเป็นฟังก์ชั่นการใช้งานที่โดดเด่นมากแล้วสำหรับรถยนต์ในระดับราคานี้

MG ZS

สำหรับการสั่งงานด้วยเสียงนั้น สามารถสั่งงานได้หลายอย่างครับ ตั้งแต่เปิด-ปิด หลังคาซันรูฟ ที่ผมว่าถ้าเรายื่นมือไปกดปุ่มเปิด-ปิด หลังคาเองจะเร็วกว่าด้วยซ้ำ แต่ก็อย่างว่าครับมันไม่เท่ ส่วนคำสั่งอื่นๆ ก็ทำได้ไม่ว่าจะเป็น การเพิ่มหรือลดอุณหภูมิแอร์ การเพิ่ม-ลด ความแรงของพัดลม การเปิด-ปิด วิทยุ การเปิดเพลงจาก USB ก็ทำได้ แต่ก็จะมีการ งงๆ คำสั่งบ้างครับ บางทีสั่งอย่าง ระบบทำอีกอย่าง ก็สนุกดี เหมือนกัน

ขอเตือน!! นะครับ ถ้าใครอยากโชว์ระบบนี้กับเพื่อนๆ ที่ขึ้นรถมาด้วย ขอให้ฝึกคำสั่งให้แม่นๆ นะครับ สั่งบ่อยๆ ในคำสั่งเดิมๆ เพื่อให้ระบบจำทั้งเสียง และคำสั่งให้ชัวร์ แล้วค่อยไปสั่งโชว์เพื่อนนะครับ ถ้าไม่ฝึกก่อนละก็ บอกไว้ก่อนเลยว่า “เสี่ยง” ต่อการ “หน้าแตก” สูงทีเดียว

MG ZS

ระบบ i-SMART นี้ นอกจากจะมีการสั่งงานด้วยเสียงแล้ว ระบบนี้ยังทำหน้าที่ได้อีกหลายอย่าง โดยเฉพาะการสั่งงานผ่าน Application ที่ชื่อ i-SMART บนมือถือ ที่สามารถโหลดได้ทั้ง ios และ android ครับ เมื่อโหลด app มาแล้ว เราก็จะสามารถควบคุมเจ้า ZS นี้ได้จากโทรศัพท์เคลื่อนที่ของเราแล้ว

ผมชอบระบบ i-Smart ที่ทำงานผ่าน แอพพลิเคชั่น มือถือมากที่สุด เพราะทำให้เราได้รู้สถานะตัวรถไม่ว่าจอดอยู่ที่ไหน ตอนนี้น้ำมันในรถเหลือเท่าไหร่ จะวิ่งได้อีกเท่าไหร่ จะสั่งให้รถเปิดไฟ หรือมีเสียงแตร เพื่อบอกตำแหน่งของรถก็ได้ด้วย สบายครับอย่างนี้ไม่ต้องกลัวหารถไม่เจอแล้ว และระบบนี้ยังจะแจ้งให้เราทราบอีกด้วยว่ารถถูกขับออกนอกพื้นที่ที่เรากำหนดไว้หรือไม่ แถมยังสามารถยังสั่งสตาร์ทและเปิดแอร์ก่อนที่เราขึ้นรถได้อีกด้วย ชอบอะ และถ้ารถถูกโจรกรรม ระบบนี้ก็จะบอกเราว่ารถกำลังเคลื่อนไปที่ไหน ตัดปัญหาเรื่องรถหายไปเลยแบบนี้

MG ZS

พวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่น

ซึ่งการเชื่อมต่อระหว่างโทรศัพท์เคลื่อนที่ของเรากับรถนั้น จะเชื่อมต่อกันผ่านโครงข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ครับ โดยใน ZS นั้นมี sim ของ TRUE อยู่ ดังนั้นไม่ว่ารถ ZS ของคุณจะอยู่บนพื้นที่ใดของเมืองไทย หากพื้นที่นั้นนีสัญญาณโทรศัพท์คุณก็สามารถ “สั่งงาน” รถของคุณได้ตลอดเวลา

และฟังก์ชั่นการทำงานผ่าน application นี้ผมถือว่าเป็นฟังก์ชั่นที่ “ว้าวววว” กว่าฟังก์ชั่นการสั่งงานด้วยเสียงเสียอีก เพราะ app นี้เราสามารถดู สถานะของรถได้ว่า ตอนนี้รถของเราจอดอยู่ตรงใหน ประตูล็อคหรือไม่ น้ำมันเหลือเท่าไหร่ แรงดันลมยางของแต่ละล้อเป็นเท่าใด โดยสถานะของรถจะแสดงบนมือถือของคุณทันที แม้ว่าคุณจะอยู่นอกตัวรถก็ตาม

app นี้ยังทำให้รถของคุณ “แสดงตัว” ได้ว่าจอดอยู่ตรงไหน ทั้งบอกตำแหน่งที่จอดผ่าน GPS บอกตำแหน่ง หรือทำได้แม้กระทั่งสั่งให้รถของคุณ เปิดไฟหน้า เปิดสัญญาณแตร เพื่อบอกตำแหน่งของรถที่จอดอยุ่ ซึ่งมันเจ๋งมากครับ กับการหาที่จอดรถเวลาเราจอดในห้าง หรือลานจอดรถกว้างๆ ที่บางครั้งเราก็ลืมเหมือนกันว่าจอดอยู่เสาใหน ช่องใหน คราวนี้ไม่กังวลแล้ว เปิด app สั่งให้รถเรา เปิดไฟหน้า หรือ ให้แตรดัง ไปเลย คราวนี้ก็ไม่ต้องกลัวว่าจะหารถไม่เจอแล้ว

ที่สำคัญ app ตัวนี้ยังมีฟังก์ชั่นที่ให้เราสามารถสั่งให้ รถ “สตาร์ทพร้อมกับเปิดแอร์” รอเราก่อนที่จะไปถึงรถได้อีกด้วย ซึ่งดีงามมมม มากกับฟังก์ชั่นนี้ และหากภายใน 10 นาทีเราไปไม่ถึงรถ ระบบก็จะดับเครื่องและแอร์ทันที จึงไม่ต้องกลัวว่าจะเปลืองน้ำมันมากมายอะไร และก็ไม่ต้องกลัวว่าเมื่อรถสตาร์ทอยู่ ใครจะเปิดประตูและขับรถของเราไปได้ เพราะประตูยังถูกล็อกอยู่ จนกว่าเจ้าของรถจะมาถึงและกดรีโมทเปิดล็อคครับ

ยังมีฟังก์ชั่น การใช้งานของ i-SART อีกมากครับ ที่ผมไม่ได้พูดถึง ซึ่งท่านผู้อ่านถ้าสนใจเดินเข้าไปที่โชว์รูม MG ได้เลยนะครับ จะได้หายข้องใจ

MG ZS

อ้อ!!! เจ้าระบบ i-SMART นี้ ติดตั้งมากับ MG ZS เท่านั้นนะครับ MG รุ่นก่อนหน้านี้ ไม่สามารถนำรถไปติดตั้งระบบนี้เพิ่มเติมได้ ก็ใช้ระบบ อินคาร์เน็ต ที่มีไปก่อนก็แล้วกัน

มาที่เครื่องยนต์กันบ้างดีกว่า เครื่องยนต์ของ ZS นั้นใช้ขนาดแค่ 1.5 ลิตร ซึ่งเป็นบล็อคเดียวกับรถซีดาน MG5 รุ่นก่อนหน้านี้ แต่ได้ปรับปรุงเครื่องใหม่ให้เบาลงหลายสิบกิโลกรัม และแรงม้าเพิ้มขึ้นจาก 106 แรงม้ามาเป็น 114 แรงม้า โดยเครื่องยนต์ 1.5 ลิตรที่ถูกพัฒนาใหม่นี้ ได้นำมาใช้ใน MG ZS เป็นรุ่นแรกในโลก ซึ่งก็เหมือนกับว่าเป็นเครื่องยนต์ใหม่นั่นแหละครับ

MG ZS

เครื่องยนต์ 1.5 ลิตร 114 แรงม้า 150 นิวตันเตร เกียร์อัตโนมัติ 4 เกียร์ ใช้งานได้ดีกว่าที่คิด

ส่วนเกียร์นั้น เป็นเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด!! ซึ่งทางทีมเทคนิคของ MG ชี้แจงว่า เกียร์ตัวนี้ได้มีการปรับปรุงให้ตอบสนองต่อการขับขี่ที่ดีกว่าเดิม กระฉับกระเฉงมากขึ้น ซึ่งเหมาะกับ ZS ที่มีขนาดตัวที่ค่อนข้างใหญ่ ลงตัวกับเครื่องยนต์ 1.5 ลิตร ที่สำคัญเกียร์ตัวนี้ “ทนทาน” หายห่วง

ฟังแล้ว เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่งครับ เพราะยังไง 4 เกียร์นี้ ก็ต้อง “กินน้ำมัน” แถมต้องลากรอบกัน “หืดจับ” แน่ๆ ตามธรรมชาติของเกียร์ตัวนี้  แต่ก็ต้องขอลองก่อนละครับว่าจะเป็นอย่างไร

กดปุ่มสตาร์ท เสียงเครื่องยนต์ก็ดังกระหึ่มขึ้นมาเล็กน้อย ถือว่าเปิดตัวเครื่องยนต์มาได้ประทับใจใช้ได้ เครื่องยนต์เดินเรียบดี คราวนี้ลองออกตัวกันหน่อย เปลี่ยนตำแหน่งเกียร์มาเป็นเกียร์ D กดคันเร่งออกตัว

เฮ้ยยย….เจ้า ZS พุ่งออกไปแบบรวดเร็ว หลังเกือบจะติดเบาะเลยทีเดียว ผมบอกได้เลยว่า อึ้ง!! ครับ การออกตัวดีมาก ไม่มีความอืดอาดให้เห็นเลย แต่….การออกตัวที่ “พุ่ง” ออกไปนั้นมันจะเกิดช่วงตอนออกตัวเท่านั้นนะครับ พอความเร็วขึ้นมาประมาณ 20 กิโลเมตร/ชั่วโมง การพุ่งตัวแบบปรู๊ดปร๊าดก็หายไปแล้ว กลายเป็นการเร่งแบบหนืดๆ ล่ะ

นั่นหมายความว่า เครื่องยนต์ตัวนี้ออกแบบมาให้ “ออกตัว” ดีมากๆ แต่หลังจากออกตัวแล้ว อัตราเร่งก็จะอืดๆ ตามสภาพของเครื่องยนต์ 1.5 ลิตรที่ต้องแบกน้ำหนักตัวกว่า 1 ตัน ครับ ต้องเหยียบคันเร่งกันพอสมควรถึงจะได้อัตราเร่งที่ปรู๊ดปร๊าดไม่ใช่แตะแล้วมาอย่างที่ต้องการนัก เลยรู้ว่าเจ้า MG ZS นี้เป็นรถที่เหมาะจะขับแบบไปเรื่อยๆ มากกว่าจะเน้นการซิ่งมุดไปมุดมา

แต่ถ้าอยากจะขับให้สนุกก็ต้องปรับตำแหน่งเกียร์ให้เป็นโหมด S ก็พอที่จะทำให้อัตราเร่งดีขึ้นมาอีกหน่อยครับ คือถ้าเน้นขับสนุกก็ต้องยอมรับการลากรอบในแต่ละเกียร์ไปเรื่อยๆ ซึ่งแน่นอนว่าเสียงเครื่องยนต์เข้ามาในห้องโดยสารมากขึ้น และอัตราการสิ้นเปลืองก็ต้องเพิ่มตามไปด้วย

MG ZS

อัตราเร่งต้องให้เวลารอรอบเครื่องยนต์พอสมควร ซึ่งแรงบิดสูงสุดทึ่ 150 นิวตันเมตรที่รอบเครื่องยนต์ 4,000 รอบต่อนาที ก็พอทำใจได้ ต้องมีพื้นที่ให้เร่งแซงหน่อย จะแซงแบบทันตาเห็นไม่น่าจะเหมาะนักกับรถรุ่นนี้

ความเร็วสูงสุดถ้าลากรอบไปเรื่อยๆ ความเร็วสูงสุดอยู่ที่ 160 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แต่ต้องใช้เวลาในการลากรอบเครื่องยนต์ไปเรื่อยๆ ไม่ใจร้อน แต่บอกได้เลยนะครับว่าไม่ได้อืดมากมายอะไร 

ในเรื่องของความแรงเครื่องยนต์ บอกเลยว่ามันไม่ใช่รถที่เน้นความแรง การคิ๊กดาวน์ ทำได้แต่กำลังเครื่องยนต์ไม่ได้มามากมายนัก  แต่เน้นเรื่องการใช้งานแบบเรื่อยๆ แซงได้ตามจังหวะที่เหมาะสมแต่ก็ไม่ได้อืดจนถึงขั้นแย่อะไรมากมาย ใช้งานในเมืองได้ไร้ปัญหาแน่นอน แถมขับสบายอีกต่างหาก 

MG ZS

ราวหลังคา มีมาให้แต่รุ่น D และ X

ความเร็วที่ผมใช้ในการลองขับบนเส้นทาง กทม.-ระยอง ก็อยู่ระดับ 120-130 กม./ชม.แบบสบายๆ เสียงเครื่องยนต์ก็ไม่ได้เข้ามารบกวนอะไรมากมาย แอร์ก็เย็นสบาย คุณภาพของเครื่องเสียงก็อยู่ในเกณฑ์ธรรมดา กับลำโพง 6 ตัวสำหรับรุ่นท็อป และ 4 ตัวสำหรับรุ่นล่างและรองท็อป

ช่วงล่างค่อนข้างนุ่มนวล แต่จะแข็งกว่ารถยนต์นั่งทั่วไปเล็กน้อยตามสไตล์รถ SUV  ซึ่งก็เหมาะกับการใช้งานสำหรับครอบครัวพอตัวเลยครับ ขณะที่การทรงตัวอยู่ในเกณฑ์ “ดีมาก” ทั้งในความเร็วต่ำ และความเร็วสูง ไม่มีอาการสั่นให้ใจเสียแต่อย่างใด แต่ในเรื่องของการทรงตัวนั้นเป็นการใช้งานใมนทางตรงนะครับ ยังไม่มีโอกาสไปใช้งานในเส้นทางที่มีคดโค้งอะไรมากนัก ซึ่งตรง “จุดนี้” ยังเป็นเรื่องที่ยังต้องรอการพิสูจน์อยู่อีก ส่วนความนิ่งของพวงมาลัย ก็ใช้ได้เลยอาการพวงมาลัยสั่นไม่มีให้เห็นเมื่อใช้งานในความเร็วสูง ส่วนความคมของพวงมาลัยก็ถือว่าใช้ได้ครับ

MG ZS

จะว่าไปแล้ว เรื่องช่วงล่างของ MG นั้นค่อนข้างจะ “ไว้ใจ” ได้อยู่แล้วนะครับ กับ MG รุ่นก่อนหน้านี้ ที่ผมลองขับมาทุกรุ่นแล้ว ผมว่าช่วงล่างดีมากโดยเฉพาะการขับด้วยความเร็วสูงๆ

เกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด ก็ทำงานได้ไหลลื่นดีครับ ทำงานได้ดีกว่าที่ผมคิดไว้ในตอนแรกไม่น้อยเลยทีเดียว อาการการลากรอบมีให้เห็นแน่นอน แต่เป็นการลากรอบที่ไม่ได้รู้สึกว่าเรา “โหลด” เครื่องยนต์มากนัก เสียงเครื่องยนต์ก็ไม่ดังมากนะครับ แม้ว่าการใช้งานทั่วไปเราต้องลากรอบเครื่องเวลาเร่งแซงอยู่บ่อยครั้ง 

สรุปเครื่องยนต์ 1.5 ลิตร 4 เกียร์ ใช้งานได้ดีทีเดียว ใช้งานในเมืองได้สบาย ออกต่างจังหวัดได้แต่ไปแบบเรื่อยๆ หวือหวามากไม่ได้ 

อัตราการสิ้นเปลือง อยู่ที่ประมาณ 10-11 กิโลเมตรต่อลิตร ซึ่งก็ไม่ได้ถือว่าประหยัดอะไรมากนัก แต่เมื่อเทียบกับขนาดของรถที่คันเบ้อเริ่ม เครื่องยนต์เท่านี้ ก็พอไหว ส่วยอัตราการสิ้นเปลืองเมื่อใช้งานในเมืองอยู่ที่ประมาณ 9-10 กิโลเมตรต่อลิตร

บอกได้เลยว่า ระบบ i-Smart  ความกว้างขวางภายในตัวรถ อุปกรณ์มาตรฐานที่มีมาให้ กับราคารถที่ราคารุ่น C ราคา 679,000. รุ่น D ราคา 729,000. รุ่น X ราคา 789,000 นั้นทำให้เจ้า MG ZS นั้นเป็นรถยนต์ที่

“โคตรคุ้ม” ครับ!!        

MG ZS

ปุ่มปรับเปิด-ปิด หลังคาพาโนรามิก